คำแก้ตัว

วันนี้คือพรุ่งนี้ของเมื่อวาน

ฉันจะรอเธอ
เพราะใครบางคนบอกฉันว่า
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เธอก็กลับมา”

ฉันยังรอเธอ
เพราะพรุ่งนี้ของฉันมาไม่ถึงสักที
ฉันมีชีวิตกับวันนี้เสมอ
วันนี้ที่เธอบอกลา และใครบางคนบอกว่า
“พรุ่งนี้เธอจะกลับมา”

:Develop*****

ย้อนไปอ่านเรื่องราวเก่าๆ
ก็ขำดี
ขำตัวเองที่เป็นเอามาก กับเรื่องบางเรื่องในตอนนั้น
ฮ่าๆๆ

และบางทีก็แอบอายตัวเอง
ที่ทำลงไปได้
ทั้งงี่เง่า เห็นแก่ตัว บ้าบอ.

ทีแรกว่าจะสมัคร blog ใหม่
คิดไป คิดมา
อันเดิมแหละดีแล้ว

ดีแล้วจะได้เห็นการเติบโตของตัวเอง :)

สายลมที่หวังดี..

.
ส่งความคิดถึงไปให้
..เธอไม่รู้หรอก
เป็นกำลังใจให้เธอ อยู่เสมอ
แม้เราไม่ได้พบเจอ
อย่าเดาเลยเธอว่าฉันนั้นเป็นใคร

ฉันอาจเป็น”สายฝน” เมื่อเธอ..ร้อนใจ
“อบอุ่นเหมือนไฟ” เมื่อเธอ..เหน็บหนาว
อาจ”เป็นดนตรีกล่อมเธอ”…เมื่อเหงา
อาจเป็น”แสงดาว” เมื่อเธอ..แหงนมอง

ให้เธอเรียกฉันว่าสายลมที่หวังดี :)

Trip’Hua-hin ;3

20 – 23 พ.ค. 2554 : สี่วันสามคืน
{พี่วิว พี่เอฟ พี่พู่ พี่ก้อง พี่แฟ พี่เมย์ ไบรท์ เหมย แชมป์ เรา}

สวัสดีหัวหิน :)

Continue reading

rainforyou

วันที่ฝนตก
ไหลลงที่หน้าต่าง
เธอคิดถึงฉันบ้าง
..ไหมนอเธอ

๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔

จงวางตัวให้ดี

ทำตัวให้เป็นที่น่าเคารพ
..ของรุ่นน้อง
พี่ระเบียบ
ทำตัวให้เป็นที่น่าเอ็นดู
..ของรุ่นพี่                                  
ระบบโซตัส

ทำตัวให้เป็นที่น่าไว้วางใจ
..ของรุ่นเพื่อน
รองประธานรุ่น

ฉันขอเป็นกระดาษ

ให้เธอได้ระบาย
เธออารมณ์อะไรให้นึกถึงกัน
ให้เธอเขียนได้ตามต้องการ
ให้เธอวาดลงไป
วาดทะเล ดอกไม้
วาดใจ
วาดฝัน
.
ฉันขอเป็นกระดาษ
จะฉีกทิ้งก็ไม่ว่ากัน…

:)

ห้วงยามแห่งความคิดถึง ..สมทรง

วันนี้คงเป็นอีกวัน.. ที่ฉันได้นั่งย้อนเวลาไปกับเรื่องราวต่างๆในอดีต
ปิดเทอมมาเกือบเดือนแล้ว ฉันก็ยังคงใช้ชีวิตแบบซ้ำๆเดิมๆวนไปวนมา
ไม่ได้มีแก่นสารหรือเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์หรืออย่างไรเลย

ตั้งแต่กลับมา ก็เพิ่งได้ออกไปเจอกับเพื่อนเก่า(ซึ่งไม่ครบแก๊งด้วย!!!) แค่ครั้งเดียวเอง
ทุกครั้งที่นั่งดูรูปเก่าๆ ฉันคิดถึงเหลือเกิน…
คิดถึงช่วงเวลาดีๆเหล่านั้นเหลือเกิน..
ไม่รู้ทำไมว่าช่วงชีวิตของฉันในตอนนี้ ปีนี้ ถึงได้คิดถึงแต่เรื่องราวเก่าๆ
และชีวิตช่วงนี้ในปีที่แล้วเหลือเกิน

อาจเพราะปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย
เพราะมันมีทางแยก ที่ให้ฉันต้องเลือกเดิน
มีปัญญาและอุปสรรคที่ให้ฉันต้องแก้ และฝ่าฟันมันมาให้ได้
มีเรื่องราวใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ การใช้ชีวืตแบบใหม่ๆ
ให้ฉันให้ลอง ให้ฉันได้ทำ

การเปลี่ยนผ่านจากเด็กมัธยมที่ไร้จุดหมายและเพียงสนุกไปวันๆ
มาเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัย ที่มีอะไรให้ทำมากมาย
(ได้เป็นเฟรชชี่ที่พี่ๆก็รัก พี่ๆก็โอ๋)
แน่นอนว่าชีวิตวัยนี้ สิ่งที่คิดถึงไม่ใช่มีเพียงแต่แค่ตัวเอง ครอบครัวและเพื่อนฝูงเท่านั้น
แต่ยังมีเพื่อนมนุษย์ ประเทศชาติ และโลกให้เราต้องคิดถึงพวกเขาอีกมาก
โลกมันได้กว้างใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ

ฉะนั้นพอได้กลับมาสู่โลกเล็กๆ ที่บ้านแสนอบอุ่นหลังเดิมๆ
มันก็อดไม่ได้ที่เราอยากจะทำตัวให้กลายเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง
ที่ไม่ต้องคิดถึงปัจจุบันหรืออนาคต
อยู่ในโลกของวัยเยาว์ ที่มีแต่เราและครอบครัว
และความทรงจำที่งดงามที่มันอาจไม่ได้เติบโตหรืองอกงามขึ้น
แต่เราก็ยังคงหล่อเลี้ยงมันไว้ ให้มันงดงามดังเดิมตลอดไป
ที่ไม่ว่าจะหวนคิดถึงมันเมื่อไหร่ ก็จะมีรอยยิ้ม(บนคราบน้ำตาของความคะนึง)

หากจะให้ฉันเขียนถึงทุกสิ่งที่ฉันคิดถึงพรุ่งนี้เช้าก็คงยังเขียนไม่จบ
เพราะฉันนั้นมีความทรงจำดีๆกับทุกๆคนและทุกๆสิ่งมากมายเสียเหลือเกิน
แน่นอนว่า mybestfriend อย่างกานต์ ฉันก็ยังคิดถึงในทุกๆวัน
และยังคิดถึงอนาคตที่เราจะเติบโตไปด้วยกันและมีกันและกันเหมือนในวันนี้
ฉันคิดถึงเหมียว ปลา มีน น้ำตาล ในช่วงเวลาที่พวกเรามีกันและกันห้าคน
คิดถึงปลาพร้อมความฝันที่เคยมีด้วยกัน
ฉันคิดถึงชมพู่ อัสมา เอ๋ย ในช่วงเวลาที่ทั้งสามได้มาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเรา
และที่เราได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ฉันคิดถึงกล้วย ก้อย พิม ทราย เจน เบนซ์ แตง กับความทรงจำทั้งหมดที่เคยผ่านมาด้วยกัน

เพื่อนเก่าที่ฉันเอ่ยนามมาทั้งหมด..
ฉันยังให้ในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้า พวกเรายังมีกันและกัน
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไปเที่ยวด้วยกัน และจะยังกอดคอกันได้เหมือนวันเก่าๆ

และแน่นอนอีกว่า ฉันยังคิดถึงชายในฝันของฉันทุกๆคืน
ผู้ชายที่มาตอกย้ำความเป็นเด็กช่างฝันของฉันให้ชัดเจนขึ้น
ชายในฝันที่เป็นดั่งเพื่อนที่คุ้นเคยราวกับว่าเรามีมิตรภาพที่ดีกันมานาน
ฉันว่า..มันช่างโชคดี ที่ซีได้โผล่เข้ามาในช่วงชีวิตฉัน ณ ห้วงเวลานั้น
ห้วงเวลาที่ถึงทางแยก
และกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงหนึ่งของชีวิต
เธอเข้ามาได้ถูกจังหวะ ถูกที่ และถูกเวลา
เพราะเธอได้เชื่อมห้วงแห่งชีวิตของฉันไว้
และยังได้เชื่อมวันเวลาในปีนี้กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี
เธอเข้ามาทำให้ช่วงชีวิตตอนนั้นของฉันน่าจดจำ
(แม้อาจมีเรื่องที่คิดทีไรแล้วมันสยองจนไม่น่าจดจำอยู่บ้าง)
ทำให้ชีวิตของฉันได้มีอะไรใหม่
เธอทำให้ฉันมีคนที่คิดถึงอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าได้มีเพื่อนที่แสนจะคุ้นเคย (แม้จะเป็นแค่จินตนาการ)
และค่อยๆกลิ้งวงกลมไปพร้อมๆกันกับฉัน
ฉันเรียกมันว่าการกลิ้งวงกลม อื้ม.. ใช่แล้วล่ะ
เพราะตลอดเวลาที่ฉัน(รู้สึก)มีเธออยู่ข้างๆ
แต่เธอก็ไม่เคยมาก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวฉันเลย (แต่ส่วนใหญ่ฉันจะยอมให้เธอก้าวก่ายเอง ฮิ)
ฉะนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงล่ะจ่ะว่าการมีเธอ
จะทำให้ฉันถูกริดรอนพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองไป..
เธอช่างรู้เวลา และหน้าที่ของเธอดีว่า ควร หรือไม่ควรเวลาไหน อย่างไร..
(ก็แน่นอน เธอคือภาพในมโนคตินี่ : ชิ ย้ำกูจัง!! , ‘ความคิดเริ่มทะเลาะกัน’)

อ้าว เกือบลืมไปเลยว่าที่เข้ามาเขียนนี้ ก็เพื่อจะเขียนถึงก้อย
(แหม๋ พูดเรื่องซีทีไรนี่มันเพลินเสียจริงๆ แหะๆ)

ก้อยคือสาเหตุที่ทำให้ฉันได้มาเขียนในวันนี้
เพราะก่อนหน้านี้ ฉันไปหยิบซองกระดาษที่ใส่จดหมายเก่าๆของเพื่อนไว้
และฉันเลือกที่จะหยิบของก้อยมาอ่าน (เพราะไม่ได้อ่านมันบ่อยนัก)
ฉันค่อยๆอ่านมัน พร้อมกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตา ที่มาเป็นระลอก
ฉันลืมถ้อยคำจาก FS ของก้อยไปเกือบหมดแล้ว
และเมื่อได้อ่านมัน ก็ทำให้รู้ว่า เรานี่ ยังไม่เอาไหนเหมือนเดิมเลยนะ
… ก้อยเพื่อนรัก กูคงไม่ได้เป็นผู้กำกับแล้ว และกูก็ไม่ได้เป็นนิสิตจุฬาด้วย
แต่ก้อยเอย กูไม่ได้เสียใจเลย
เพราะการได้เป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มันเป็นเรื่องที่กูภาคภูมิใจที่สุด
และรู้ว่า มึงก็จะภาคภูมิใจไปกับกูด้วย
และที่ดีไปกว่านั้น ภาควิชาที่กูได้เรียน มันตรงกับเป้าหมายในชีวิตของกูเสียมากกว่า
ถ้ากูเคยบอกมึงไปและมึงยังจำได้ ว่าทำไมกูถึงอยากเป็นผู้กำกับ
..ทำไมน่ะหรอ กูเคยบอกว่า กูอยากสร้างหนัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ
และดลบันดาลใจให้ใครต่อใคร ได้ลุกขึ้นมาทำแต่สิ่งที่ดีๆ และมีประโยชน์
จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำให้ประเทศชาติของเราพัฒนาขึ้น
และโลกของเราดีขึ้น ..นี่ไงความฝันกู
ตอนนี้กูเข้าใจแล้วว่า
เป้าหมายเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเดินในเส้นทางเดียวกันก็ได้
มีทางแยกให้เราตั้งมากมายให้เราเลือกเดินและเผชิญ
แต่ท้ายสุดแล้ว ก็ไปถึงเป้าหมายนั้นอยู่ดี
ฉะนั้น กูไม่ได้เสียใจเลยที่ไม่ได้เป็นผู้กำกับ
เพราะถึงกูไม่ได้สร้างหนัง
แต่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาของกู
ก็ได้สอนให้ว่ากูควรช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างไร
เขาสอนระบบความคิดให้กู รักและเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
แม้ไม่ได้เป็นผู้กำกับสร้างหนังแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่
แต่กูก็ยังคงเป็นอุ้มที่มีหัวใจดวงเดิม
ที่จะใช้หนึ่งสมอง สองมือ สองเท้า และหนึ่งหัวใจเล็กๆ ในการช่วยเหลือเเพื่อนมนุษย์ให้ได้
กูอาจเป็นเพีงจุดเล็กๆ แต่กูก็ขอจะเป็นจุดเล็กๆที่ยิ่งใหญ่นะ
ก้อย..กูรู้ว่าภาควิชาเอกของมึง ก็สอนให้มึงรักและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน
…ดีใจเหลือเกิน ที่วันนี้ได้มาบอกเล่าความฝันเขาเพื่อนอย่างมึงฟัง
และ
ก้อย.. สิ่งที่มึงได้เขียนให้กูมาใน FS ทำมือแผ่นนั้น
กูยังทำไม่ได้สักข้อเลย
-น้ำโค้กกูก็ยังกิน
-กูยังแอบหลับในห้องเหมือนเดิม
-แถมกูยังเป็นผู้นำที่ชอบเผด็จการเหมือนเดิมด้วย
-และกูก็ยังเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตในสายตาทุกคน
-กูยังชอบเอาแต่ใจ จนทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนมากมาย
แต่สิ่งหนึ่งนะก้อย ที่กูทำให้มึงได้แล้ว
นั่นคือ.. กูไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นอีกแล้ว
(ยกเว้นตอนกูเมาแล้วโดนรุ่นพี่แกล้งตอนสอบเสร็จ)
กูรู้แล้วว่าโลกใบนี้ ไม่ต้องการอ่อนแอ (ถึงแม้ว่าบนโลกใบนี้มันจะเต็มไปด้วยคนอ่อนแอก็เถอะ)
และไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับความอ่อนแอของเราได้
ไม่ใช่ทุกคนที่จะสงสารและพร้อมหยิบยื่นมือมาโอบกอดเรา
ยังมีคนอีกมากมายที่รอจะซ้ำเติมเราและเหยียบย่ำให้เรายิ่งตกต่ำลงไป
แต่ก้อยเอย.. กูมันช่างโชคดีเหลือเกิน
ที่เกิดมา ก็มาครอบครัวที่คอยห่วงแสนห่วง(และโครตบรมหวง)
มีเพื่อนกี่คนๆก็มีแต่เพื่อนดีๆ
ตอนอยู่ม.ปลาย ถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนที่น่ารักอย่างทุกคน
พอเข้ามหา’ลัย ก็ได้ไปเจอสังคมดีๆ มีกลุ่มเพื่อนดีๆ มีรุ่นพี่ดีๆ
ที่ทั้งรักและห่วงใยกู เหมือนที่พวกมึงเคยเป็น
นี่ล่ะน้า กูถึงแต่ทำตัวเป็นเด็กและเอาแต่ใจไม่เลิก
(กูคงต้องเจอของจริงเข้าสักวัน ถึงจะรู้สึกมั้ง)
แต่ก้อย.. ต่อไปนี้ กูทำให้มึงภูมิใจในตัวกูให้ได็
กูจะต้องเป็นเพื่อนที่ดีของทุกๆคนให้ได้
กูไม่สัญญานะ! แต่นี่คือ”คำปฏิญาณ”
(กูไม่ค่อยชอบการสัญญาเท่าไหร่ ตราบใดที่โลกยังหมุน และคนยังเกิดและตาย)

ก้อย..ที่รัก
-กูจะลดละน้ำโค้ก เปปซี่หรือน้ำอัดลมให้ได้ (เผื่อจะผอมกับเขาบ้าง)
-กูจะตั้งใจเรียน เผื่อจะได้นำความรู้ทั้งหมดมาพัฒนาบ้านเกิดของเรา
และประเทศชาติของเราได้อย่างเต็มความสามารถ
-กูจะเป็นผู้นำที่ใจเย็นให้มากๆ
-กูจะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ให้มากขึ้นของโลกแห่งความเป็นจริง
(แต่กูขอเป็นพื้นที่เล็กๆเอาไว้นะ)
-กูจะเลิกเอาแต่ใจและทำคนอื่นเดือดร้อนเสียที
เพราะกับอีกแค่การที่กูไม่สามารถทำให้คนใกล้ชิดเลิกเดือดร้อนได้
แล้วจะนับประสาอะไรที่กูจะไปช่วยเหลือให้คนอื่นพ้นจากความเดือนร้อนจริงไหมล่ะ

:)

ก้อย.. วันนี้กูเขียนซะยาวเชียว
แต่หวังว่ามึงคงจะอ่านมันจบ และมาถึงตรงนี้
กูรักมึงนะก้อย
จะอีกสิบปีหรือยี่สิบปี กูก็ยังอยากให้มึงเป็นเพื่อนกับกูแบบนี้ต่อไป
เติบโตไปด้วยกัน และแก่ไปด้วยกัน
(ส่วนเรื่องใครตายก่อนกันนั้น แล้วแต่เวรแต่กรรมเถอะนะนะ)

ปล.อ้อ มึงพิสูจน์ตัวเองได้แล้วสินะ ว่ามึงน่ะนิสัยดีแค่ไหน
เพราะเพื่อนที่มึงคบมาหลายปีคนนั้น ที่เคยทิ้งมึงไป
วันนี้ เขาก็กลับมาหามึงแล้วนี่ :)
มึงเป็นคนดีนะ จำไว้
และมึงก็เป็นเพื่อนที่ดี ด้วย สมทรงเอ้ย ;p

ไดอารี่เล่มเก่า

หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่องเพลงรักประกอบชีวิตของนิ้วกลม(เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้)อีกครั้ง
ทำให้ในวันนี้ มีความรู้สึกอยากไปรื้อฟื้นภาพความหลังกับเขาบ้าง
เลยไปหยิบกล่องที่รวมไดอารี่เล่มเก่าๆไว้
ไดอารี่เล่มแรกในชีวิของฉันเกิดขึ้นตอนสมัยป.4
มันเกิดมาจากการที่ถูกคุณครูสั่งเขียนให้
การเขียนไดอารี่ในสมัยนั้นค่อนข้างราบเรียบและไร้แก่นสาร
อ่านแล้วก็ตลกในความไร้เดียงสาของตัวเองจริงๆ
การเขียนไดอารี่ในสมัยยังเยาว์นั้น ส่วนใหญ่จะเขียนเรื่องราวที่ทำในชีวิตประจำวัน
เขียนแต่สิ่งที่ทำ ปราศจากความรู้สึกหรือความคิดใดๆทั้งสิ้น
ถึงมี ก็มีน้อยมาก แทบไม่มีเลย..

ฉะนั้นการเขียนไดอารี่อย่างเป็นจริงเป็นจังเริ่มขึ้นตอน ม.1
คราวนี้ฉันไม่ได้เขียนมันเพราะถูกใครสั่งแล้ว
แต่ฉันเขียนมันขึ้นมาจากใจของฉันเอง
ฉันพบว่าไดอารี่ทุกเล่มของฉัน(ตอนนี้รวม 8 เล่มแล้ว)
ส่วนใหญ่จะเขียนแต่เรื่องราวของคนที่ชอบ  
(ซึ่งสมัยนั้นคิดเอาเองว่ามันคือความรักที่โครตจะยิ่งใหญ่)
จนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
แต่สองเล่มล่าสุด ดูจะเป็นเรื่องราวของความรักที่ดูสวยงามมากกว่า
เริ่มแทรกความรู้สึก และมีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ
ไม่น่าเชื่อว่า ยิ่งโตขึ้น ความรักฉันยิ่งใสขึ้น ยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น
ซึ่งแตกต่างกับความรักในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง
ขนาดฉันเขียนมันขึ้นมาเอง และอ่านมาเอง ฉันยังรู้สึกเกลียดและขยะแขยงตัวเองเลย
เพราะมีหลายเรื่องที่ฉันลืมไปแล้ว
เรื่องราวร้ายๆ ความพูดร้ายๆ ที่ตอนนั้นไม่รู้ว่าฉันทนอยู่กับมันได้ยังไงกัน
อ่านแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเทิดทูนสิ่งมีชีวิตอย่างเพศตรงข้ามเสียเหลือเกิน
โดนหลอกแล้วหลอกอีก หลอกใช้ หลอกขอเงิน หลอกให้เชื่อใจ หลอกด่า
แล้วแต่ละประโยคที่ด่ามันเจ็บแสบทั้งนั้น
ซึ่งฉันเชื่อว่า ถ้าฉันได้เจอประโยคเหล่านั้นในตอนนั้นฉันคงรับมันไม่ไหวแน่ๆ
และไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันทนความพูดที่ไร้หัวใจเหล่านั้นไปได้อย่างไร
เขาทั้งไล่ ทั้งด่า ทั้งตะคอก ทั้งเสียดสี แต่ดูฉันสิ ยังไม่ยอมไปไหน
สมัยนั้นฉันแลดูเป็นผู้หญิงที่ไร้ค่าหน้าด้านและตายด้านเอาเสียมากๆ
ฉันหน้าด้านจริงๆ ตื้อผู้ชายไม่เลิก เขาด่ามาแรงๆแล้วก็ยังไม่เลิกตื้อเขา
..ฮะๆ น่าสมเพชดีนะ

ตอนอ่านไปได้สักพักใหญ่ๆจึงมีความคิดผุดขึ้นมาว่า
‘เอ๊ะ! กูเผาไอไดอารี่พวกนี้ทิ้งไปดีไม่วะ เพราะกลับมาอ่านกี่ทีก็รู้สึกสมเพชตัวเอง’

แต่พอได้นั่งคิดนานๆก็รู้สึกว่า
การอ่านไดอารี่เก่าๆไม่ใช่มีเพียงแต่จุดประสงค์ที่จะนำพาเราย้อนไปสู่อดีตที่หอมหวานเท่านั้น
เพราะบางครั้ง แม้เรื่องราวเหล่านั้นไม่ค่อยน่าจดจำเท่าใดนัก(สำหรับเราในตอนนี้) 
แต่มันทำให้เรารู้ว่า เราเติบโตขึ้นมามากแค่ไหน จากวันวาน
มันทำให้ฉันรู้ว่าฉันควรทำตัวอย่างไรไม่ให้เป็นผู้หญิงไร้ค่าหน้าด้าน
ทำให้ฉันมีบทเรียนว่า บางครั้งการรักใครสักคน เราไม่ต้องแสดงออกมากจนเกินไปก็ได้
แต่ก็ไม่ควรคิดว่า รักนี้มันจะเป็นนิจนิรันดร์
ยิ่งโต ฉันยิ่งได้เรียนรู้

เห็นได้ชัดว่าไดอารี่สองเล่มหลัง (ของปี 2553 และ 2554)
ความรักของฉันเริ่มสวยงามขึ้น ฟูมฟายน้อยลง
แต่ยังคงความใจง่ายเหมือนเดิม :p
ฉันยอมรับ ว่าฉันใจง่าย
เพราะฉันรู้ตัวเองดีว่า ฉันเป็นคนที่อ่อนไหวกับใครต่อใครได้อย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
ใครมาทำดีเข้าให้หน่อยก็หวั่นไหวไปหมดแล้ว
แต่ก็นั่นแหล่ะ ใช่ว่าฉันจะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าความรักไปทั้งหมดเสียเมื่อไหร่
ช่วงหลังๆฉันเลยเข้าใจแล้วว่า
การที่ใจหวั่นไหว เอนเอียงใจไปให้คนนู้นที คนนี้ที
มันไม่ใช่ความรักเสียทุกครั้งไป
บางครั้งมันเป็นเพียงความประทับใจ ความหลงใหล คลั่งไคล้ ในห้วงเวลาหนึ่ง
ฉะนั้น ถ้าเอาจริงๆแล้ว ที่ผ่านมา ฉันอาจยังไม่เคยมีความรักให้ใครเลยก็ได้

ดูอย่างตอนของจูเนียร์สิ มันใช่ความรักที่ไหนกัน
เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะให้เนียร์มีความสุขเลย
ฉันไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะให้กับเนียร์เลย
ตอนนั้นฉันดูรักตัวเองเสียมากกว่า
ทำไปเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง

ส่วนตอนของเทิดหรอ อืมมม..
คนนี้นี่เป็นคนแรกและยาวนานที่สุดแล้ว
เป็นเวลากว่าสองปีเต็ม ที่ไล่ตามผู้ชายคนนี้อย่างไม่หยุดหย่อน
คนนี้ไม่รู้ว่าเรียกว่าเป็นความรักได้รึเปล่า
แต่ถ้าเป็นได้ มันคงเป็นความรักในแบบที่โง่ งี่เง่า เซ่อร์ เอาเสียมากๆ
เพราะตอนนั้น เราเหมือนคนโง่ ที่ยอมให้เขาหลอกใช้เพื่อผลประโยชน์
และเสพความสุขกับมิตรภาพสกปรกเหล่านั้นไปวันๆ

ส่วนตอนของปิง ไม่ใช่ความรักอีกแน่ๆ
คนนี้ประทับใจชัวร์
ก็ใครจะไปรู้ล่ะ สมัยเด็กๆ แยกความรู้สึกเป็นเสียทีไหน
แล้วสมัยนั้นก็นึกว่าโลกนี้มีเพียงความสัมพันธ์แค่ระหว่าง เพื่อนหรือแฟน
นึกว่าความรู้สึกด้านบวกมันมีแต่รักนี่
ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วโลกนี้ มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่งดงามตั้งมากมาย
และมีนิยามความรู้สึกมากกว่าไอแค่คำว่ารักนี่
เช่น ประทับใจ ปลื้ม หลงไหล คลั่งไคล้ ฯลฯ
ฉะนั้นสำหรับปิงนี่ เป็นความประทับใจแน่นอน

ส่วนตอนของเบสและเซี๊ยะ เป็นเพียงช่วยเวลาสั้นๆ
สั้นเอาเสียมากๆ มันคงเป็นความรู้สึกที่เดินตกหลุมเอาเสียเฉยๆ
แต่ก็ไปเหมาว่ามันเป็นความรักอีกนั่นแหล่ะ
อืม.. เหตุผลที่เราหวั่นไหวกับใครต่อใครง่าย
ก็คงเพราะเราไม่เคยมีใครมีเคียงข้างจริงๆสักที
พอใครทำดีเข้าให้หน่อย ก็มักขี้ตู่เอาเองว่า ฟ้าคงส่งคนๆนั้นมาให้เราแล้ว
แต่จริงๆคนเหล่านั้น อาจเป็นแค่คนที่บังเอิญเดินมาส่วนทางกันเสียมากกว่า

สำหรับเรื่องของเจ..
น่าใจหายมาก ที่มิอาจค้นพบรายชื่อของผู้ชายคนนี้ในไดอารี่หรือสมุดบันทึกเล่มใดเลย
น่าเสียดายจริงๆ เพราะกับผู้ชายคนนี้เราว่า มันคือความรักแล้วล่ะ
คงเป็นรักแบบเด็กๆ ในวัยที่เราทั้งคู่กำลังจะเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว
แม้ฉันไม่ได้บันทึกเรื่องราวของเจไว้ แต่ฉันยังคงจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ดี
เอ.. เรื่องมันเริ่มต้นยังไงน้า
เราได้อยู่ห้องเดียวกันในสมัยม.ต้น
แต่ช่วงเวลาที่เราเรียนอยู่ในขอบกำแพงเดียวกันนั้น
เราไม่เคยได้มีความลึกซึ้งกันสักเท่าไหร่
ใครเริ่มมีใจให้ใครก่อนกันฉันก็ไม่รู้
แต่จำได้ว่า เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากการที่แรกๆ ฉันก็รับจ้างทำการบ้านให้เจ
ใช่ ฉันหาลำไพ่พิเศษ งานละห้าบาทสิบสาทก็ว่ากันไป ฮ่าๆๆ
บางงานก็ทำให้ฟรี
แต่งานที่เป็นจุดเริ่มต้นในการคุยโทรศัพท์ของเรานั้น
ถ้าจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นหนังสือทำมือ
แต่ฉันก็จำไม่ได้เสียด้วยว่าตอนนั้นรับค่าจ้างมาเท่าไหร่
หรือรับแค่ค่าใจมาอย่างเดียว … :)
เจโทรมาคุยเป็นเพื่อนฉันทุกคืน ตลอดระยะเวลาที่ทำงานนี้
ตอนนั้นพวกเราใกล้จบ ม.3กันแล้วเต็มที
เรารู้สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรากันเพียงแค่สองคน
ไม่มีใครรู้ ว่าเราคุยโทรศัพท์กันทุกคืน
แต่แน่นอนว่าความรักไม่มีในโลก
แต่เพื่อนคนแรกที่จับไต๋เรื่องนี้ได้ก็คือ เพื่อนแท้ของฉันเอง :)
ฉันไมรู้ว่าตอนนั้นเจคิดอะไร
ถึงได้มาทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครมาก่อนในชีวิต
ได้รับรู้สึกความสุข ที่รู้ว่ามีใครอีกคนมาคิดถึงเรา และให้ความสำคัญกับเรา
คอยส่งเมสเซสมาให้นอนหลับฝันดีทุกคืน
คอยโทรมาคุยกันได้ทั้งวันทั้งคืน
ค่อยๆเปลี่ยนสรรพนามจากมึงกู มาเป็น แกเรา จนพัฒนาขั้นสุดมาเป็น เจอุ้ม
:)
เราไม่เคยสบตากันตรงๆ เวลาไปโรงเรียน
ฉันเขินมากจริงๆ
เขาไม่เคยพูดคำว่ารักกับฉันตรงๆ
และเด็กผู้หญิงงี่เง่าอย่างฉันก็โง่พอที่จะคิดไม่ว่าออกว่า
“จะอยากฟังคำว่ารักไปทำไม ในเมื่อทุกวันที่เป็นอยู่ เราก็เป็นดั่งคนพิเศษของกันและกันแล้ว”
จนสุดท้าย เจ ก็บอกคำว่ารักและคิดถึงกับฉัน
หลังๆ เขาจะลงท้าย เมสเซจที่ส่งมาว่า “รักนะ”
รักนะ..แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบนะ
เด็กผู้หญิงงี่เง่าอย่างฉันคนเดิม ก็โง่พอที่จะคิดไม่ได้อีกว่า
จะนิยามความสัมพันธ์ของเราไปทำไมกัน
ในเมื่อแค่การแสดงออกและคำพูดก็บอกเราพออยู่แล้วว่า “ฉันและเธอเราคือกันและกัน”
ฉันเฝ้ารอเจ จะพูดคำนั้นออกมา คำที่บอกว่าอยากคบกัน
แต่สุดท้าย ฉันก็ไม่ได้ฟังคำนั้น
และมาวันนี้ ฉันจำไม่ได้แล้วว่า
เรื่องราวของเราสิ้นสุดกันตรงไหน ตอนไหน วันเดือนปีอะไร
ฉันจำมันไม่ได้เลยจริงๆ
รู้แต่ว่าเราไม่ได้จากกันด้วยความเจ็บปวด
เราไม่ได้ทะเลาะกัน ไม่ด่าโกรธเคืองกัน
เราจากกันเพราะเส้นทางของเราไม่เหมือนกัน
ตอนนั้น ฉันเรียนม.ปลายต่อที่โรงเรียนเดิม
แต่เจ ออกไปเรียนโรงเรียนช่างเทคนิค
จนถึงตอนนี้ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
ฉันไม่รู้หรอกว่าเจลืมเรื่องเหล่านั้นไปหรือยัง
ฉันรู้แต่ว่าเธอคือ…
“คนที่ทำให้ใจได้รู้จัก กับความรักที่ไม่เคยได้พบเจอ
คืนที่ทำให้เราได้สัมผัสกับความหมายของคำว่ารักครั้งแรก”
:) ขอบคุณนะเจ ขอบคุณนะ

และหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องราวของจูเนียร์ที่พูดไปแล้วในข้างต้น
แต่แอบแปลกใจตัวเองนะ ทั้งๆที่เราได้เรียนรู้ความรักที่สวยงามจากเจแล้ว
แต่ทำไมพอมาเจอเนีรย์เรายังเป็นนังผู้หญิงหน้าโง่ไร้ค่าหน้าด้านเหมือนเดิม
…เอ สงสัยตอนนั้น คงยังคิดไม่ได้
แต่ตอนนี้คิดได้แล้ว ก็โอเคอยู่นะ ฮ่าๆๆ

และต่อมาเป็นเรื่องของกอล์ฟ อืม แทบจะไม่มีความทรงจำกับเรื่องของคนนี้เลยสิ
แต่กอล์ฟนี่ น่าจะเป็นเคสเดียวกับเบสและเซี๊ยะแน่ๆ
แต่เอ้อ ลืมบอกว่าไป เรื่องราวของทั้งหมดที่ผ่านมา ที่เราพูดไปถึงน่ะ
ทุกคนเราล้วนแต่สารภาพรักออกไปแล้วทั้งนั้น (ยกเว้นเจนะ)
บ้าดีเนอะ รู้จักไม่เท่าไหร่ ก็ไปซี้ซั๊วสารภาพรักไปแล้วทั้งนั้น ฮะๆ

หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของบุ้ง..
ผู้ชายคนนี้ เป็นอีกคนที่ทำให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ
และได้รับความรู้สึกดีๆต่าๆงจากผู้ชายคนนี้
แต่สำหรับบุ้ง ที่เราจบกันไม่ดีเท่าไหร่
น่าเสียดายที่เขาหูเบาเชื่อคนง่ายไปหน่อย
(คนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หึหึเหอเหอ)
แต่ขอบคุณนะบุ้ง
ขอบคุณที่เคยมีความรู้สึกดีๆให้กัน
ขอบคุณที่เคยทำให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ
ขอบคุณมากๆนะ :)

ต่อมาเป็นเรื่องของชายที่ชื่อว่า พี่เบส และพี่ปิว
พี่เบสรุ่นพี่ ม.6 พี่ปิว พี่คุมที่เรียนพิเศษ
ฉันมั่นใจเลยว่าสองคนนี้ เป็นเพียงคนที่ฉันคลั่งไคล้
ความรักที่ไม่ใช่แน่ๆ และไม่ใกล้เคียงเลย
ฮ่าๆๆ ก็เขาสองคนน่ะซี่ ดันบังเอิญไปหน้าตาคล้าย พี่ก้อ groove rider
(ซึ่งตอนนั้นกำลังกรี๊ดพี่ก้อเอามากๆ) ตอนนั้นเด็กโง่ๆอย่างเรา
ก็ความรู้สึกคลั่งไคล้ว่ามันเป็นความรักอีกแล้ว

จากนั้นเป็นเรื่องของทราย
แน่นอนเธอเป็นผู้หญิง
เราคนนี้เองที่เริ่มสอนเราว่า ความรักไม่ใช่มีแต่เพียงความรักสัมพันธ์ในรูปแบบของแฟน
และเธอคนนี้นี่เอง ที่สอนนิยามความรักให้เรามากมาย
ดีใจจริงๆ ที่ทุกวันนี้ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน :)

ต่อมาเป็นความคลั่งไคล้ในระยะเวลาสั้น
หมู
เต้ย (อันนี้ออกแนวซึมลึก ค่อยๆซึมๆและก็สลายตัวไปเอง)

และเอาล่ะ คนสำคัญของฉันมีอีกคนหนึ่งแล้ว
ซี… :)
ผู้ชายคนนี้ไม่เคยทำฉันเจ็บปวดรวดร้าวเลย
แต่ดีแต่ทำให้ฉันคิดถึง คิดถึง คิดถึง และคิดถึง
เวลาผ่านมา 1 ปีแล้ว จากวันที่ 23032010
แต่เขายังคงงดงามอยู่ในจิตใจของฉัน
จนตอนนี้ ฉันได้มอบตำแหน่งชายในฝันของฉันแก่เขาไปแล้ว :}
ฉันหลงรักใครเขา กับเส้นทางที่ตัดให้ฉันและเขาได้มาเจอกันในระยะเวลาแสนจะสั้น
แน่นอน หาใช่รักที่หวังจักครอบครอง
เป็นรักของชายในอุดมคติ :)
ถ้าเจอเขาอีกครั้ง เราคงจะรักเขาในฐานะเพื่อนที่ฉันแสนจะคุ้นเคย
และความไม่แน่นอนก็สมามารถทำให้ฉันรักเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งได้ไม่ยาก
นั่นหมายถึง หากเราได้เจอกัน และได้เรียนรู้กันและกัน :3

เอาล่ะทีนี้ ฉันกำลังเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว
เป็นนิสิต ที่ไม่ใช่นักเรียน
เป็นเฟรชชี่ น้องใหม่ สดใสร่างเริง ^^
แน่นอน เข้ามาใหม่แบบนี้เห็นทีจะไม่กรี๊ดรุ่นพี่ก็คงไม่ได้
รุ่นพี่คนแรกที่กรี๊ดเลยคือพี่เอฟ ฮ่าๆๆ
ชัดเจนมากับผู้ชายพุงโตคนนี้ว่า รักดั่งพี่ชายที่แสนเคารพ
แต่มาฉันก็กรี๊ดพี่คีม ฮ่าๆๆๆ
เพ้อถึงขนาดว่า คนเนี๊ยะพ่อของลูกชัวร์ๆ
แต่สุดท้ายแล้ว ก็เป็นพี่ชายที่เคารพอีกเหมือนกัน
ต่อมาก็เป็นพี่แฟร์ อืม…
ไอ้คนนี้มันทำเราว้าวุ่นไปหลายเดือน
วุ่นทั้งใจตัวเอง วุ่นทั้งใจของเพื่อนในกลุ่ม
เอ้า ก็ดันไปชอบคนเดียวกับเพื่อนอย่างไอแชมป์ซะได้นี่
แต่มันคนละความรู้สึกกันเลย
เพราะไอแชมป์นี่กับพี่แฟร์มันทั้ง
ตกหลุมรัก คลั่งไคล้ ปลาบปลื้ม อยากดูแล อยากทะนุถนอมเขาเสียเหลือ
และวาดฝันไปว่าเขาคือพ่อในอนาคตของลูกมัน
ซึ่งตอนนี้ ทั้งสองก็ครองรักกันอย่างสุขขีสุขขัง
ส่วนสำหรับฉันในตอนนั้นก็สับสนอยู่เหมือนกันว่าจริงๆแล้ว
กูรักไออ้วนดำหัวหยิกคนนี้จริงๆรึเปล่า
แล้วถ้าไม่ใช่มันคือความรู้สึกอะไรกันแน่
วันเวลาผ่านไป ทำให้เข้าใจว่า
ไอพี่ขี้แกล้งคนนี้เนี่ย เรารักมันจริงๆนะ
แต่รักเหมือนพี่ชายและรุ่นพี่คนอื่นๆนี่แหล่ะ
อย่างเช่น พี่เอฟ พี่วิว พี่พู่ พี่ก้อง ^_____^
แต่ไอความรู้สึกตอนนั้นมันคงเป็นความรู้สึกอยากมีใครสักคนให้รักมากกว่า
แค่อยากไง แต่ส่วนลึกๆในใจจริงๆ เขาคงไม่ใช่

และล่าสุดในตอนนี้แล้ว
ยังค่ะ ยังไม่ขอเอ่ยอะไรมากมาย
ยังไม่มีอะไรชัดเจนเลย ข้ามมันไปก่อน
มาสรุปบทความทั้งหมดก่อนดีกว่า

อ้อ ลืมพูดถึงอิ๊ว พี่ชัดกับพี่เคนไป
อิ๊วและพี่ชัดนั้น เป็นเพียงชายที่เราประทับใจในตัวตนของเขา
ความคิด รูปลักษณ์ และบุคลิกของเขา

ส่วนพี่เคน ไอพี่ชายคนนี้ก็ปลื้มมันจริงๆ
ชอบทำตัวน่ารักให้น้องคนนี้สดชื่นอยู่เรื่อย
แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้นล่ะจ้า ^^

โอเคสรุปว่า
เมื่อก่อนเนี่ย ซี๊ซั๊วพูดคำว่ารักกับใครต่อใครง่ายดายเหลือเกิน
และตัดสินความรู้สึกของตัวเองอย่างหวาบหวามมาก
ส่วนตอนหลังนี้ บทเรียนเก่าๆ ทำให้ความหน้าด้านและโง่เงาของฉันเริ่มเบาบางลง
เริ่มเรียนรู้ว่า อย่าพูดคำว่ารักพร่ำเพรื่อ อย่าใช้มันบ่อยๆจนมันดูจืด
เริ่มตั้งแต่เรื่องของซีมานี้ จะเห็นได้ว่า
เราไม่เคยบอกรักผู้ชายคนไหนอีกเลย
เพราะความวู่วามลดลง
เราจึงไม่ตัดสินความรู้สึกที่ก่อตัวกับใครง่ายๆ
และความหยิ่งยโสในศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงก็เพิ่มมากขึ้น
หรือเรียกอีกอย่างว่า กูป๊อด ขึ้น ;p

ขอบคุณ ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ขอบคุณค่ะสำหรับทุกบททุกบทเรียนชีวิตที่ผ่านเข้ามา
ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น
และจะมีความรักที่งดงามยิ่งขึ้นในทุกๆวัน :)

รู้ไหม..

แอบมองสายตาของเธออยู่
อยากรู้เธอคิดอะไรกับฉัน
คิดว่าเป็นแค่เพื่อนกัน
หรือมีอะไรปิดบังไว้

สบตาของเธอกับฉันหน่อย
อย่างน้อยให้พอมีหวังได้ไหม
ช่วยมองตอบฉันอย่างตั้งใจ
ให้ใจฉันได้สัมผัสใจเธอ

จากเพื่อนที่รู้จัก ..เป็นคนที่รู้ใจ
ก็ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป
จะทำยังไงก็ไม่เหมือนเดิม

รู้ไหมในวันนี้ไม่เหมือนเก่า
รู้ไหมใครแอบเหงาคิดถึงเธอ
รู้ไหมอยากบอกรัก แต่กลัวเก้อ
ทนไม่ไหวที่จะห้ามใจ ไม่ให้รักเธอ

แอบคิดเข้าข้างตัวเองบ่อย
อย่างน้อยเธอคงมีใจให้ฉัน
ก็ทุกๆ ทีที่พบกัน
ยิ่งเจอยิ่งทำให้หวั่นไหว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.