หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่องเพลงรักประกอบชีวิตของนิ้วกลม(เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้)อีกครั้ง
ทำให้ในวันนี้ มีความรู้สึกอยากไปรื้อฟื้นภาพความหลังกับเขาบ้าง
เลยไปหยิบกล่องที่รวมไดอารี่เล่มเก่าๆไว้
ไดอารี่เล่มแรกในชีวิของฉันเกิดขึ้นตอนสมัยป.4
มันเกิดมาจากการที่ถูกคุณครูสั่งเขียนให้
การเขียนไดอารี่ในสมัยนั้นค่อนข้างราบเรียบและไร้แก่นสาร
อ่านแล้วก็ตลกในความไร้เดียงสาของตัวเองจริงๆ
การเขียนไดอารี่ในสมัยยังเยาว์นั้น ส่วนใหญ่จะเขียนเรื่องราวที่ทำในชีวิตประจำวัน
เขียนแต่สิ่งที่ทำ ปราศจากความรู้สึกหรือความคิดใดๆทั้งสิ้น
ถึงมี ก็มีน้อยมาก แทบไม่มีเลย..
ฉะนั้นการเขียนไดอารี่อย่างเป็นจริงเป็นจังเริ่มขึ้นตอน ม.1
คราวนี้ฉันไม่ได้เขียนมันเพราะถูกใครสั่งแล้ว
แต่ฉันเขียนมันขึ้นมาจากใจของฉันเอง
ฉันพบว่าไดอารี่ทุกเล่มของฉัน(ตอนนี้รวม 8 เล่มแล้ว)
ส่วนใหญ่จะเขียนแต่เรื่องราวของคนที่ชอบ
(ซึ่งสมัยนั้นคิดเอาเองว่ามันคือความรักที่โครตจะยิ่งใหญ่)
จนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
แต่สองเล่มล่าสุด ดูจะเป็นเรื่องราวของความรักที่ดูสวยงามมากกว่า
เริ่มแทรกความรู้สึก และมีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ
ไม่น่าเชื่อว่า ยิ่งโตขึ้น ความรักฉันยิ่งใสขึ้น ยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น
ซึ่งแตกต่างกับความรักในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง
ขนาดฉันเขียนมันขึ้นมาเอง และอ่านมาเอง ฉันยังรู้สึกเกลียดและขยะแขยงตัวเองเลย
เพราะมีหลายเรื่องที่ฉันลืมไปแล้ว
เรื่องราวร้ายๆ ความพูดร้ายๆ ที่ตอนนั้นไม่รู้ว่าฉันทนอยู่กับมันได้ยังไงกัน
อ่านแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเทิดทูนสิ่งมีชีวิตอย่างเพศตรงข้ามเสียเหลือเกิน
โดนหลอกแล้วหลอกอีก หลอกใช้ หลอกขอเงิน หลอกให้เชื่อใจ หลอกด่า
แล้วแต่ละประโยคที่ด่ามันเจ็บแสบทั้งนั้น
ซึ่งฉันเชื่อว่า ถ้าฉันได้เจอประโยคเหล่านั้นในตอนนั้นฉันคงรับมันไม่ไหวแน่ๆ
และไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันทนความพูดที่ไร้หัวใจเหล่านั้นไปได้อย่างไร
เขาทั้งไล่ ทั้งด่า ทั้งตะคอก ทั้งเสียดสี แต่ดูฉันสิ ยังไม่ยอมไปไหน
สมัยนั้นฉันแลดูเป็นผู้หญิงที่ไร้ค่าหน้าด้านและตายด้านเอาเสียมากๆ
ฉันหน้าด้านจริงๆ ตื้อผู้ชายไม่เลิก เขาด่ามาแรงๆแล้วก็ยังไม่เลิกตื้อเขา
..ฮะๆ น่าสมเพชดีนะ
ตอนอ่านไปได้สักพักใหญ่ๆจึงมีความคิดผุดขึ้นมาว่า
‘เอ๊ะ! กูเผาไอไดอารี่พวกนี้ทิ้งไปดีไม่วะ เพราะกลับมาอ่านกี่ทีก็รู้สึกสมเพชตัวเอง’
แต่พอได้นั่งคิดนานๆก็รู้สึกว่า
การอ่านไดอารี่เก่าๆไม่ใช่มีเพียงแต่จุดประสงค์ที่จะนำพาเราย้อนไปสู่อดีตที่หอมหวานเท่านั้น
เพราะบางครั้ง แม้เรื่องราวเหล่านั้นไม่ค่อยน่าจดจำเท่าใดนัก(สำหรับเราในตอนนี้)
แต่มันทำให้เรารู้ว่า เราเติบโตขึ้นมามากแค่ไหน จากวันวาน
มันทำให้ฉันรู้ว่าฉันควรทำตัวอย่างไรไม่ให้เป็นผู้หญิงไร้ค่าหน้าด้าน
ทำให้ฉันมีบทเรียนว่า บางครั้งการรักใครสักคน เราไม่ต้องแสดงออกมากจนเกินไปก็ได้
แต่ก็ไม่ควรคิดว่า รักนี้มันจะเป็นนิจนิรันดร์
ยิ่งโต ฉันยิ่งได้เรียนรู้
เห็นได้ชัดว่าไดอารี่สองเล่มหลัง (ของปี 2553 และ 2554)
ความรักของฉันเริ่มสวยงามขึ้น ฟูมฟายน้อยลง
แต่ยังคงความใจง่ายเหมือนเดิม :p
ฉันยอมรับ ว่าฉันใจง่าย
เพราะฉันรู้ตัวเองดีว่า ฉันเป็นคนที่อ่อนไหวกับใครต่อใครได้อย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
ใครมาทำดีเข้าให้หน่อยก็หวั่นไหวไปหมดแล้ว
แต่ก็นั่นแหล่ะ ใช่ว่าฉันจะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าความรักไปทั้งหมดเสียเมื่อไหร่
ช่วงหลังๆฉันเลยเข้าใจแล้วว่า
การที่ใจหวั่นไหว เอนเอียงใจไปให้คนนู้นที คนนี้ที
มันไม่ใช่ความรักเสียทุกครั้งไป
บางครั้งมันเป็นเพียงความประทับใจ ความหลงใหล คลั่งไคล้ ในห้วงเวลาหนึ่ง
ฉะนั้น ถ้าเอาจริงๆแล้ว ที่ผ่านมา ฉันอาจยังไม่เคยมีความรักให้ใครเลยก็ได้
ดูอย่างตอนของจูเนียร์สิ มันใช่ความรักที่ไหนกัน
เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะให้เนียร์มีความสุขเลย
ฉันไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะให้กับเนียร์เลย
ตอนนั้นฉันดูรักตัวเองเสียมากกว่า
ทำไปเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง
ส่วนตอนของเทิดหรอ อืมมม..
คนนี้นี่เป็นคนแรกและยาวนานที่สุดแล้ว
เป็นเวลากว่าสองปีเต็ม ที่ไล่ตามผู้ชายคนนี้อย่างไม่หยุดหย่อน
คนนี้ไม่รู้ว่าเรียกว่าเป็นความรักได้รึเปล่า
แต่ถ้าเป็นได้ มันคงเป็นความรักในแบบที่โง่ งี่เง่า เซ่อร์ เอาเสียมากๆ
เพราะตอนนั้น เราเหมือนคนโง่ ที่ยอมให้เขาหลอกใช้เพื่อผลประโยชน์
และเสพความสุขกับมิตรภาพสกปรกเหล่านั้นไปวันๆ
ส่วนตอนของปิง ไม่ใช่ความรักอีกแน่ๆ
คนนี้ประทับใจชัวร์
ก็ใครจะไปรู้ล่ะ สมัยเด็กๆ แยกความรู้สึกเป็นเสียทีไหน
แล้วสมัยนั้นก็นึกว่าโลกนี้มีเพียงความสัมพันธ์แค่ระหว่าง เพื่อนหรือแฟน
นึกว่าความรู้สึกด้านบวกมันมีแต่รักนี่
ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วโลกนี้ มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่งดงามตั้งมากมาย
และมีนิยามความรู้สึกมากกว่าไอแค่คำว่ารักนี่
เช่น ประทับใจ ปลื้ม หลงไหล คลั่งไคล้ ฯลฯ
ฉะนั้นสำหรับปิงนี่ เป็นความประทับใจแน่นอน
ส่วนตอนของเบสและเซี๊ยะ เป็นเพียงช่วยเวลาสั้นๆ
สั้นเอาเสียมากๆ มันคงเป็นความรู้สึกที่เดินตกหลุมเอาเสียเฉยๆ
แต่ก็ไปเหมาว่ามันเป็นความรักอีกนั่นแหล่ะ
อืม.. เหตุผลที่เราหวั่นไหวกับใครต่อใครง่าย
ก็คงเพราะเราไม่เคยมีใครมีเคียงข้างจริงๆสักที
พอใครทำดีเข้าให้หน่อย ก็มักขี้ตู่เอาเองว่า ฟ้าคงส่งคนๆนั้นมาให้เราแล้ว
แต่จริงๆคนเหล่านั้น อาจเป็นแค่คนที่บังเอิญเดินมาส่วนทางกันเสียมากกว่า
สำหรับเรื่องของเจ..
น่าใจหายมาก ที่มิอาจค้นพบรายชื่อของผู้ชายคนนี้ในไดอารี่หรือสมุดบันทึกเล่มใดเลย
น่าเสียดายจริงๆ เพราะกับผู้ชายคนนี้เราว่า มันคือความรักแล้วล่ะ
คงเป็นรักแบบเด็กๆ ในวัยที่เราทั้งคู่กำลังจะเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว
แม้ฉันไม่ได้บันทึกเรื่องราวของเจไว้ แต่ฉันยังคงจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ดี
เอ.. เรื่องมันเริ่มต้นยังไงน้า
เราได้อยู่ห้องเดียวกันในสมัยม.ต้น
แต่ช่วงเวลาที่เราเรียนอยู่ในขอบกำแพงเดียวกันนั้น
เราไม่เคยได้มีความลึกซึ้งกันสักเท่าไหร่
ใครเริ่มมีใจให้ใครก่อนกันฉันก็ไม่รู้
แต่จำได้ว่า เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากการที่แรกๆ ฉันก็รับจ้างทำการบ้านให้เจ
ใช่ ฉันหาลำไพ่พิเศษ งานละห้าบาทสิบสาทก็ว่ากันไป ฮ่าๆๆ
บางงานก็ทำให้ฟรี
แต่งานที่เป็นจุดเริ่มต้นในการคุยโทรศัพท์ของเรานั้น
ถ้าจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นหนังสือทำมือ
แต่ฉันก็จำไม่ได้เสียด้วยว่าตอนนั้นรับค่าจ้างมาเท่าไหร่
หรือรับแค่ค่าใจมาอย่างเดียว … ![]()
เจโทรมาคุยเป็นเพื่อนฉันทุกคืน ตลอดระยะเวลาที่ทำงานนี้
ตอนนั้นพวกเราใกล้จบ ม.3กันแล้วเต็มที
เรารู้สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรากันเพียงแค่สองคน
ไม่มีใครรู้ ว่าเราคุยโทรศัพท์กันทุกคืน
แต่แน่นอนว่าความรักไม่มีในโลก
แต่เพื่อนคนแรกที่จับไต๋เรื่องนี้ได้ก็คือ เพื่อนแท้ของฉันเอง ![]()
ฉันไมรู้ว่าตอนนั้นเจคิดอะไร
ถึงได้มาทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครมาก่อนในชีวิต
ได้รับรู้สึกความสุข ที่รู้ว่ามีใครอีกคนมาคิดถึงเรา และให้ความสำคัญกับเรา
คอยส่งเมสเซสมาให้นอนหลับฝันดีทุกคืน
คอยโทรมาคุยกันได้ทั้งวันทั้งคืน
ค่อยๆเปลี่ยนสรรพนามจากมึงกู มาเป็น แกเรา จนพัฒนาขั้นสุดมาเป็น เจอุ้ม
![]()
เราไม่เคยสบตากันตรงๆ เวลาไปโรงเรียน
ฉันเขินมากจริงๆ
เขาไม่เคยพูดคำว่ารักกับฉันตรงๆ
และเด็กผู้หญิงงี่เง่าอย่างฉันก็โง่พอที่จะคิดไม่ว่าออกว่า
“จะอยากฟังคำว่ารักไปทำไม ในเมื่อทุกวันที่เป็นอยู่ เราก็เป็นดั่งคนพิเศษของกันและกันแล้ว”
จนสุดท้าย เจ ก็บอกคำว่ารักและคิดถึงกับฉัน
หลังๆ เขาจะลงท้าย เมสเซจที่ส่งมาว่า “รักนะ”
รักนะ..แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบนะ
เด็กผู้หญิงงี่เง่าอย่างฉันคนเดิม ก็โง่พอที่จะคิดไม่ได้อีกว่า
จะนิยามความสัมพันธ์ของเราไปทำไมกัน
ในเมื่อแค่การแสดงออกและคำพูดก็บอกเราพออยู่แล้วว่า “ฉันและเธอเราคือกันและกัน”
ฉันเฝ้ารอเจ จะพูดคำนั้นออกมา คำที่บอกว่าอยากคบกัน
แต่สุดท้าย ฉันก็ไม่ได้ฟังคำนั้น
และมาวันนี้ ฉันจำไม่ได้แล้วว่า
เรื่องราวของเราสิ้นสุดกันตรงไหน ตอนไหน วันเดือนปีอะไร
ฉันจำมันไม่ได้เลยจริงๆ
รู้แต่ว่าเราไม่ได้จากกันด้วยความเจ็บปวด
เราไม่ได้ทะเลาะกัน ไม่ด่าโกรธเคืองกัน
เราจากกันเพราะเส้นทางของเราไม่เหมือนกัน
ตอนนั้น ฉันเรียนม.ปลายต่อที่โรงเรียนเดิม
แต่เจ ออกไปเรียนโรงเรียนช่างเทคนิค
จนถึงตอนนี้ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
ฉันไม่รู้หรอกว่าเจลืมเรื่องเหล่านั้นไปหรือยัง
ฉันรู้แต่ว่าเธอคือ…
“คนที่ทำให้ใจได้รู้จัก กับความรักที่ไม่เคยได้พบเจอ
คืนที่ทำให้เราได้สัมผัสกับความหมายของคำว่ารักครั้งแรก”
ขอบคุณนะเจ ขอบคุณนะ
และหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องราวของจูเนียร์ที่พูดไปแล้วในข้างต้น
แต่แอบแปลกใจตัวเองนะ ทั้งๆที่เราได้เรียนรู้ความรักที่สวยงามจากเจแล้ว
แต่ทำไมพอมาเจอเนีรย์เรายังเป็นนังผู้หญิงหน้าโง่ไร้ค่าหน้าด้านเหมือนเดิม
…เอ สงสัยตอนนั้น คงยังคิดไม่ได้
แต่ตอนนี้คิดได้แล้ว ก็โอเคอยู่นะ ฮ่าๆๆ
และต่อมาเป็นเรื่องของกอล์ฟ อืม แทบจะไม่มีความทรงจำกับเรื่องของคนนี้เลยสิ
แต่กอล์ฟนี่ น่าจะเป็นเคสเดียวกับเบสและเซี๊ยะแน่ๆ
แต่เอ้อ ลืมบอกว่าไป เรื่องราวของทั้งหมดที่ผ่านมา ที่เราพูดไปถึงน่ะ
ทุกคนเราล้วนแต่สารภาพรักออกไปแล้วทั้งนั้น (ยกเว้นเจนะ)
บ้าดีเนอะ รู้จักไม่เท่าไหร่ ก็ไปซี้ซั๊วสารภาพรักไปแล้วทั้งนั้น ฮะๆ
หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของบุ้ง..
ผู้ชายคนนี้ เป็นอีกคนที่ทำให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ
และได้รับความรู้สึกดีๆต่าๆงจากผู้ชายคนนี้
แต่สำหรับบุ้ง ที่เราจบกันไม่ดีเท่าไหร่
น่าเสียดายที่เขาหูเบาเชื่อคนง่ายไปหน่อย
(คนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หึหึเหอเหอ)
แต่ขอบคุณนะบุ้ง
ขอบคุณที่เคยมีความรู้สึกดีๆให้กัน
ขอบคุณที่เคยทำให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ
ขอบคุณมากๆนะ
ต่อมาเป็นเรื่องของชายที่ชื่อว่า พี่เบส และพี่ปิว
พี่เบสรุ่นพี่ ม.6 พี่ปิว พี่คุมที่เรียนพิเศษ
ฉันมั่นใจเลยว่าสองคนนี้ เป็นเพียงคนที่ฉันคลั่งไคล้
ความรักที่ไม่ใช่แน่ๆ และไม่ใกล้เคียงเลย
ฮ่าๆๆ ก็เขาสองคนน่ะซี่ ดันบังเอิญไปหน้าตาคล้าย พี่ก้อ groove rider
(ซึ่งตอนนั้นกำลังกรี๊ดพี่ก้อเอามากๆ) ตอนนั้นเด็กโง่ๆอย่างเรา
ก็ความรู้สึกคลั่งไคล้ว่ามันเป็นความรักอีกแล้ว
จากนั้นเป็นเรื่องของทราย
แน่นอนเธอเป็นผู้หญิง
เราคนนี้เองที่เริ่มสอนเราว่า ความรักไม่ใช่มีแต่เพียงความรักสัมพันธ์ในรูปแบบของแฟน
และเธอคนนี้นี่เอง ที่สอนนิยามความรักให้เรามากมาย
ดีใจจริงๆ ที่ทุกวันนี้ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
ต่อมาเป็นความคลั่งไคล้ในระยะเวลาสั้น
หมู
เต้ย (อันนี้ออกแนวซึมลึก ค่อยๆซึมๆและก็สลายตัวไปเอง)
และเอาล่ะ คนสำคัญของฉันมีอีกคนหนึ่งแล้ว
ซี… ![]()
ผู้ชายคนนี้ไม่เคยทำฉันเจ็บปวดรวดร้าวเลย
แต่ดีแต่ทำให้ฉันคิดถึง คิดถึง คิดถึง และคิดถึง
เวลาผ่านมา 1 ปีแล้ว จากวันที่ 23032010
แต่เขายังคงงดงามอยู่ในจิตใจของฉัน
จนตอนนี้ ฉันได้มอบตำแหน่งชายในฝันของฉันแก่เขาไปแล้ว :}
ฉันหลงรักใครเขา กับเส้นทางที่ตัดให้ฉันและเขาได้มาเจอกันในระยะเวลาแสนจะสั้น
แน่นอน หาใช่รักที่หวังจักครอบครอง
เป็นรักของชายในอุดมคติ ![]()
ถ้าเจอเขาอีกครั้ง เราคงจะรักเขาในฐานะเพื่อนที่ฉันแสนจะคุ้นเคย
และความไม่แน่นอนก็สมามารถทำให้ฉันรักเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งได้ไม่ยาก
นั่นหมายถึง หากเราได้เจอกัน และได้เรียนรู้กันและกัน :3
เอาล่ะทีนี้ ฉันกำลังเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว
เป็นนิสิต ที่ไม่ใช่นักเรียน
เป็นเฟรชชี่ น้องใหม่ สดใสร่างเริง ^^
แน่นอน เข้ามาใหม่แบบนี้เห็นทีจะไม่กรี๊ดรุ่นพี่ก็คงไม่ได้
รุ่นพี่คนแรกที่กรี๊ดเลยคือพี่เอฟ ฮ่าๆๆ
ชัดเจนมากับผู้ชายพุงโตคนนี้ว่า รักดั่งพี่ชายที่แสนเคารพ
แต่มาฉันก็กรี๊ดพี่คีม ฮ่าๆๆๆ
เพ้อถึงขนาดว่า คนเนี๊ยะพ่อของลูกชัวร์ๆ
แต่สุดท้ายแล้ว ก็เป็นพี่ชายที่เคารพอีกเหมือนกัน
ต่อมาก็เป็นพี่แฟร์ อืม…
ไอ้คนนี้มันทำเราว้าวุ่นไปหลายเดือน
วุ่นทั้งใจตัวเอง วุ่นทั้งใจของเพื่อนในกลุ่ม
เอ้า ก็ดันไปชอบคนเดียวกับเพื่อนอย่างไอแชมป์ซะได้นี่
แต่มันคนละความรู้สึกกันเลย
เพราะไอแชมป์นี่กับพี่แฟร์มันทั้ง
ตกหลุมรัก คลั่งไคล้ ปลาบปลื้ม อยากดูแล อยากทะนุถนอมเขาเสียเหลือ
และวาดฝันไปว่าเขาคือพ่อในอนาคตของลูกมัน
ซึ่งตอนนี้ ทั้งสองก็ครองรักกันอย่างสุขขีสุขขัง
ส่วนสำหรับฉันในตอนนั้นก็สับสนอยู่เหมือนกันว่าจริงๆแล้ว
กูรักไออ้วนดำหัวหยิกคนนี้จริงๆรึเปล่า
แล้วถ้าไม่ใช่มันคือความรู้สึกอะไรกันแน่
วันเวลาผ่านไป ทำให้เข้าใจว่า
ไอพี่ขี้แกล้งคนนี้เนี่ย เรารักมันจริงๆนะ
แต่รักเหมือนพี่ชายและรุ่นพี่คนอื่นๆนี่แหล่ะ
อย่างเช่น พี่เอฟ พี่วิว พี่พู่ พี่ก้อง ^_____^
แต่ไอความรู้สึกตอนนั้นมันคงเป็นความรู้สึกอยากมีใครสักคนให้รักมากกว่า
แค่อยากไง แต่ส่วนลึกๆในใจจริงๆ เขาคงไม่ใช่
และล่าสุดในตอนนี้แล้ว
ยังค่ะ ยังไม่ขอเอ่ยอะไรมากมาย
ยังไม่มีอะไรชัดเจนเลย ข้ามมันไปก่อน
มาสรุปบทความทั้งหมดก่อนดีกว่า
อ้อ ลืมพูดถึงอิ๊ว พี่ชัดกับพี่เคนไป
อิ๊วและพี่ชัดนั้น เป็นเพียงชายที่เราประทับใจในตัวตนของเขา
ความคิด รูปลักษณ์ และบุคลิกของเขา
ส่วนพี่เคน ไอพี่ชายคนนี้ก็ปลื้มมันจริงๆ
ชอบทำตัวน่ารักให้น้องคนนี้สดชื่นอยู่เรื่อย
แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้นล่ะจ้า ^^
โอเคสรุปว่า
เมื่อก่อนเนี่ย ซี๊ซั๊วพูดคำว่ารักกับใครต่อใครง่ายดายเหลือเกิน
และตัดสินความรู้สึกของตัวเองอย่างหวาบหวามมาก
ส่วนตอนหลังนี้ บทเรียนเก่าๆ ทำให้ความหน้าด้านและโง่เงาของฉันเริ่มเบาบางลง
เริ่มเรียนรู้ว่า อย่าพูดคำว่ารักพร่ำเพรื่อ อย่าใช้มันบ่อยๆจนมันดูจืด
เริ่มตั้งแต่เรื่องของซีมานี้ จะเห็นได้ว่า
เราไม่เคยบอกรักผู้ชายคนไหนอีกเลย
เพราะความวู่วามลดลง
เราจึงไม่ตัดสินความรู้สึกที่ก่อตัวกับใครง่ายๆ
และความหยิ่งยโสในศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงก็เพิ่มมากขึ้น
หรือเรียกอีกอย่างว่า กูป๊อด ขึ้น ;p
ขอบคุณ ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ขอบคุณค่ะสำหรับทุกบททุกบทเรียนชีวิตที่ผ่านเข้ามา
ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น
และจะมีความรักที่งดงามยิ่งขึ้นในทุกๆวัน

